
Credit: Photo by Shelby Cohron on Unsplash
ภาษาผึ้งสำคัญแค่ไหน – ก็สำคัญขนาดที่ว่า ทำให้นักวิจัยผู้ถอดรหัสภาษาผึ้งได้คนแรกของโลก ได้รับรางวัลโนเบล !
………
ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว มนุษย์เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ มาอย่างยาวนานว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีภาษาอันซับซ้อน จนกระทั่งวันหนึ่ง นักวิจัยแห่งประเทศออสเตรียที่ชื่อ Karl von Frisch ก็พบว่า การเต้นของผึ้งคือภาษารูปแบบหนึ่ง และภาษานี้ก็มีความซับซ้อน สามารถสื่อสารกันทั้งเรื่องตำแหน่งพืชอาหาร ระยะทาง ปริมาณอาหาร ไปจนถึงคุณภาพแหล่งอาหาร เขาใช้การทดลองอันหลากหลายเพื่อทดสอบสมมติฐาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กล่องที่ด้านข้างใสเพื่อสังเกตกิจกรรมภายในรัง การแต้มจุดสีที่ผึ้งกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาสอนให้รู้ตำแหน่งจานน้ำหวานลับที่เขาตั้งไว้ให้ หรือสร้างกระท่อมพิเศษเพื่อทำการทดลองที่ควบคุมตัวแปรต่าง ๆ จนได้ผลสรุปชัดเจนว่า ผึ้งใช้การเต้นเพื่อสื่อสารกันจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น ในช่วงแรกที่เขาเผยแพร่ผลงาน ทฤษฎีของเขาไม่ได้รับการยอมรับนัก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สมัยนั้นไม่เชื่อว่าสมองเล็กจิ๋วของแมลงจะสามารถประมวลผลภาษาอันซับซ้อนอย่างที่เขาว่ามาได้ แต่ด้วยการทดลองที่รัดกุมและเต็มไปด้วยรายละเอียด ทำให้มีคนนำการทดลองของ Frisch ไปทำซ้ำและได้ผลแบบเดียวกัน จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1973 และจุดประกายงานวิจัยต่อยอดอีกมากมาย
….
ทุกวันนี้ เรามีความรู้มากมายเกี่ยวกับภาษาของผึ้ง และต่อจากนี้คือบางส่วนของความมหัศจรรย์และความซับซ้อนของภาษาผึ้งที่เราค้นพบ
- ผึ้งนั้นชอบเม้ามอย ผึ้งคุยกันแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะคุยกันถึงเรื่องแหล่งอาหาร ระยะทางและทิศทางของแหล่งอาจารย์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เตือนภัยเมื่อพบศัตรู สภาพความเป็นอยู่ในรัง เช่น รังแออัดเกินไปแล้ว ย้ายรังใหม่กันเถอะ หรือแสดงความดีใจเมื่อนางพญาพรหมจรรย์เจาะออกจากดักแด้ การเต้นบางรูปแบบอาจบอกเรื่องตำแหน่งแหล่งอาหาร การเต้นบางแบบอาจเพื่อเตือนภัย บางรูปแบบก็อาจเป็น การขอให้เพื่อนช่วยทำความสะอาดร่างกายหรือนวดให้ อีกทั้งยังมีการเต้นเพื่อโหวตเลือกรังใหม่ หรือเต้นเพื่อบอกให้เตรียมตัวเดินทางอพยพ หรือแม้กระทั่งการท้ารบระหว่างนางพญาเกิดใหม่ ฯลฯ
- ผึ้งแต่ละชนิดมีภาษาถิ่นเป็นของตัวเอง คล้ายภาษาถิ่นของคนแต่ละภูมิภาคที่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน
- ผึ้งเรียนรู้ภาษาของผึ้งต่างสปีชีส์ได้ โดยมีนักวิจัยเคยจับผึ้งโพรงเอเชียกับผึ้งพันธุ์ยุโรปมาอาศัยในรังเดียวกัน ซึ่งพบว่าพวกมันเรียนรู้ภาษาเต้นของอีกสปีชีส์และตามไปถึงแหล่งอาหารได้
- การเต้นเพื่อบอกตำแหน่งอาหาร แบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ
– เต้นวงกลม (round dance): แปลว่าแหล่งอาหารอยู่ใกล้ ๆ
– เต้นระบำส่ายท้อง (waggle dance) หรือ เต้นรำแบบเลข 8 (figure of eight): สำหรับแหล่งอาหารที่อยู่ไกล ซึ่งการเต้นแบบนี้จะบ่งบอกถึงทิศทางการไปแหล่งอาหาร ระยะทาง และคุณภาพแหล่งอาหาร โดยเริ่มจากการบินส่ายท้องเป็นเส้นตรงที่เรียกว่า waggle run แล้วบินวนกลับมาที่จุดตั้งต้น ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยวนขวาทีซ้ายที ในช่วงเปลี่ยนจากการเต้นวงกลมมาเป็นแบบเลขแปด ตามระยะทางของแห่งอาหารที่ไกลขึ้น การเต้นจะเป็นรูปคล้ายๆเป็นพระจันทร์เสี้ยว (sickle dance) โดยทั่วไปแหล่งอาหารอยู่ประมาณ 50 – 150 เมตร ขึ้นอยู่กับชนิดผึ้ง
- องค์ประกอบต่าง ๆ ในระบำส่ายท้องล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ เช่น
– ระยะทาง waggle run บอกถึงระยะทางไปแหล่งอาหาร
– ความแรงของการส่ายท้อง บอกถึงคุณภาพแหล่งอาหาร
– ทิศทางของ waggle run บอกถึงทิศทางแหล่งอาหาร ซึ่งแต่ละชนิดอาจมีความหมายที่ต่างกัน เช่น บางชนิดทิศ waggle run ชี้ไปทางแหล่งอาหารโดย ส่วนบางชนิดองศา waggle run กับแนวดิ่งคือองศาของแหล่งอาหารเทียบกับดวงอาทิตย์ เป็นต้น - ผึ้งมีการหยุดพักเที่ยง
– การค้นพบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่ไทยจากงานวิจัยของศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee-Park) ซึ่ง รศ.ดร. อรวรรณ ดวงภักดี และทีมวิจัย พบว่า ช่วงเที่ยง ๆ ผึ้งมีการเต้นน้อยลงอย่างชัดเจน
– สมมติฐานแรกคือเรื่องอุณหภูมิ แต่จากการวัดปรากฏว่า เวลาเที่ยงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน สมมติฐานนี้จึงตกไป และในที่สุดก็พบว่า การพักเที่ยงของผึ้งมาจากการที่พวกมันอาศัยดวงอาทิตย์เป็นตำแหน่งอ้างอิงในการบอกทิศทาง ซึ่งช่วงเที่ยงดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดี จึงใช้บอกทิศได้ไม่แม่นยำ เหล่าผึ้งจึงพักผ่อนในช่วงนั้น - นอกจากการเต้นแล้ว ผึ้งยังใช้กลิ่นในการสื่อสารกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ติดตัวกลับมา หรือกลิ่นฟีโรโมน โดยเฉพาะผึ้งนางพญาที่ผลิตฟีโรโมนพิเศษที่เรียกว่า ‘queen signal’ ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมรัง ทำให้งานต่าง ๆ ในรังดำเนินไปอย่างราบรื่น ควบคุมลำดับชั้นทางสังคม กดการเจริญพันธุ์ของผึ้งงานตัวเมีย เพื่อให้นางพญาครองสิทธิ์ในการสืบพันธุ์แต่เพียงผู้เดียว เป็นต้น
อ้างอิง
https://doi.org/10.31783/elsr.2020.624453
What Humans Can Learn From The Language Of Honeybees (noemamag.com)
https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0002365
Chemical Communication in the Honey Bee Society – Neurobiology of Chemical Communication – NCBI Bookshelf (nih.gov)
หนังสือ Incredible Journeys โดย David Barrie
รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ผู้ใช้ผึ้งพื้นเมืองลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกษตรกรเลิกใช้ยาเคมี (readthecloud.co)




