ประเทศไทยมีผึ้งทั้งหมด 235 ชนิด จาก 4 วงศ์ (เท่าที่ได้รับการค้นพบและยืนยันในเอกสารวิชาการ) โดยอาจแบ่งเป็นหมวดหมู่กว้าง ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผึ้งให้น้ำหวานที่อยู่เป็นสังคม (honey bee) กลุ่มผึ้งเดี่ยว (solitary bee) และกลุ่มผึ้งหึ่ง (bumblebee)
กลุ่มผึ้งให้น้ำหวาน (honey bee)

- ผึ้งหลวง (giant honey bee; Apis dorsata) : เป็นผึ้งขนาดใหญ่ มีความดุร้ายและหวงรังถิ่น มักทำรังในที่สูง เช่น บนต้นไม้ บนหน้าผา หรือบนตึกสูง ขนาดรังอาจกว้างได้ถึง 2 เมตร มีพฤติกรรมรวมกลุ่มสร้างรังในบริเวณเดียวกัน ต้นไม้บางต้นอาจมีผึ้งหลวงมากถึง 300 รัง หนึ่งในต้นไม้สุดโปรดของผึ้งหลวงคือ ‘ต้นผึ้ง’ หรือ ‘ต้นรวงผึ้ง’ (Ficus albipila) ซึ่งมีขนาดสูงใหญ่และแตกกิ่งก้านสาขามาก
– ความสามารถพิเศษของผึ้งหลวงคืออพยพได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร โดยมักกลับมาทำรังบนต้นไม้เดิมในทุกปี
– ในเดือนเมษายน 2567 มีรายงานแรกที่พบว่า ผึ้งหลวงหิมาลัยอพยพมาไกลถึงดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่
- ผึ้งหลวงหิมาลัย (Himalayan Giant Honey Bee; Apis laboriosa) : จากเดิมที่ข้อมูลการกระจายพันธุ์พบเฉพาะแถบเทือกเขาหิมาลัยในเนปาลและอินเดีย ล่าสุดใน พ.ศ. 2567 มีการค้นพบที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่ดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ โดยทำรังบริเวณหน้าผาสูง จุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของน้ำผึ้งชนิดนี้คือมีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้เกิดอาการมึนเมาจนได้ฉายาว่า Mad Honey เนื่องจากพืชอาหารคือดอกกุหลาบพันปี ซึ่งมีสาร Grayanotoxin

- ผึ้งโพรง (Asian honey bee; Apis cerana) : มีขนาดเล็กกว่าผึ้งหลวง ทำรังในโพรงตามชื่อ อาจเป็นโพรงในต้นไม้ ซอกหิน มุมตึก หรือในกล่องเลี้ยง มีนิสัยอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหาร

- ผึ้งมิ้ม (red dwarf-honey bee; Apis florea) : มีขนาดเล็กกว่าผึ้งหลวงและผึ้งโพรง ทำรังเล็ก ๆ บนกิ่งไม้ที่ไม่สูงมากนักตามที่โล่ง พบได้ในเมือง โดยผึ้งที่มักมาตอมร้านน้ำหวานหรือร้านขนมมักเป็นผึ้งชนิดนี้ จุดสังเกตคือปล้องบนสุดของส่วนท้องมีสีเหลืองส้มชัดเจน เป็นผึ้งที่ปรับตัวเก่งที่สุด
- ผึ้งม้าน (ผึ้งมิ้มเล็ก, ผึ้งมิ้มดำ) (black dwarf-honey bee; Apis andreniformis) เป็นญาติใกล้ชิดกับผึ้งมิ้ม ไม่ค่อยพบในเมือง มักทำรังบนกิ่งไม้ในบริเวณที่รกทึบกว่าผึ้งมิ้ม ปล้องบนสุดของส่วนท้องมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม

- ชันโรง (stingless bee) : เป็นผึ้งจิ๋วที่ไม่มีเหล็กใน ทั่วโลกมีกว่า 600 สปีชีส์ ประเทศไทยมีประมาณ 34 สปีชีส์ ทำรังในโพรง มักมีปากทางเข้าโพรงเป็นทรงกรวย จุดเด่นคือมีการเก็บยางไม้มาใช้ในโครงสร้างรัง โดยเมื่อยางไม้รวมกับไขผึ้ง จะได้สิ่งที่เรียกว่า ‘ชัน’ (propolis) ซึ่งมีสรรพคุณทางยาสูงมาก น้ำผึ้งชันโรงมีรสค่อนข้างเปรี้ยวและมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูง ชันโรงมีบทบาทสำคัญมากในการผสมเกสร โดยเฉพาะชันโรงกลุ่มตัวเล็กในสกุล Tetragonula เนื่องจากตอมดอกไม้ได้หลายชนิด และเก็บเกสรมากกว่าน้ำหวาน ในทางอนุกรมวิธาน ชันโรงจัดอยู่ในวงศ์ Apidae เช่นเดียวกับผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน แต่อยู่ในกลุ่มย่อยที่เรียกว่า tribe: Meliponini
กลุ่มผึ้งเดี่ยว (solitary bee)

- ผึ้งแถบฟ้า, ผึ้งขุดหลุม (blue banded bee / digger bee ; Amegilla spp.) : ผึ้งหลายชนิดในสกุลนี้มีปล้องท้องเป็นแถบสีฟ้าสดสลับดำ ขุดสร้างรังในพื้นดิน พบได้ทุกภาคของประเทศไทย สามารถผสมเกสรแบบเขย่า (buzz pollination)
- ผึ้งหยาดอำพันภูจอง (Phujong resin bee; Anthidiellum phujongensis) : เป็นผึ้งชนิดใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบเมื่อปี 2565 พบที่เดียวในโลกที่อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย จ.อุบลราชธานี ทำรังบริเวณหน้าผาดิน อยู่ในกลุ่มผึ้งยางไม้ (resin bee) ซึ่งมีพฤติกรรมเก็บยางไม้มาสร้างปากทางเข้ารัง มีแถบสีเหลืองเหลือบสะท้อนแสงสวยงามจนเป็นที่มาของชื่อ
- ผึ้งบุษราคัมภูจอง (Topaz cuckoo bee; Stelis flavofuscinular) : เป็นผึ้งเฉพาะถิ่นของอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยเช่นกัน แต่ความพิเศษคือเป็นกลุ่มผึ้งปรสิตหรือผึ้งคัคคู ซึ่งไม่ทำรังเอง แต่จะไปวางไข่ในรังของผึ้งหยาดอำพันภูจอง

- แมลงภู่ (carpenter bee; Xylocopa spp.) : ตัวใหญ่ มีสีเหลือบสะท้อนแสงสวยงาม มีขากรรไกรที่แข็งแรงมาก สามารถเจาะเนื้อไม้เพื่อเข้าไปทำรังวางไข่ จนเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษว่าผึ้งช่างไม้
- ผึ้งช่างไม้จิ๋ว (small carpenter bee; Ceratina spp.) : มีขนาดเล็กกว่าแมลงภู่ มีสีเหลือบสะท้อนแสงเช่นกัน สร้างรังในไม้เนื้ออ่อนที่ตายแล้ว
- ผึ้งกัดใบ (leafcutter bee; Megachile spp.) : พฤติกรรมเด่นของผึ้งกลุ่มนี้คือจะใช้ปากกัดใบไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำกลับใส่รังที่อยู่ตามซอกหลืบ
กลุ่มผึ้งหึ่ง (bumblebee)
ผึ้งกลุ่มนี้อยู่ในสกุล Bombus ทั่วโลกมีกว่า 250 สปีชีส์ ส่วนในประเทศไทยพบเฉพาะแถบภูเขาสูงในภาคเหนือ ลักษณะทั่วไปของผึ้งหึ่งจะคล้ายแมลงภู่ นั่นคือตัวใหญ่ อ้วนป้อม แต่จุดแตกต่างคือผึ้งหึ่งจะมีขนฟู ๆ บริเวณท้อง และมีการอยู่รวมกันเป็นสังคม ทำรังใต้ดินหรือใกล้ ๆ ผิวดิน มีการผลิตน้ำผึ้ง แต่ผลิตในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่ม honey bee เหล็กในของผึ้งหึ่งมีจุดเด่นคือไม่มีเงี่ยง ทำให้สามารถต่อยได้ซ้ำ ๆ โดยไม่ต้องปล่อยเหล็กในออกมา อย่างไรก็ตาม ผึ้งหึ่งเป็นผึ้งรักสงบ ไม่ค่อยต่อยใคร ยกเว้นหากถูกรบกวนจริง ๆ ความสำคัญของผึ้งกลุ่มนี้คือการผสมเกสรแบบเขย่า ที่มีความสำคัญต่อการผสมเกสรของพืชบางชนิด
อ้างอิง
http://www.cubeelab.online/database.php?keyword=showall
https://www.britannica.com/
inaturalist.org




