ผึ้งในกลุ่มให้น้ำหวาน หรือ honey bee คือสิ่งมีชีวิตที่มีภาษาและโครงสร้างสังคมซับซ้อน ยิ่งงานวิจัยมีมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งค้นพบความมหัศจรรย์และความซับซ้อนของชีวิตพวกมันมากขึ้นเท่านั้น
[ ประชาธิปไตยในการโหวตเลือกรังใหม่ ]
เมื่อรังเริ่มแออัดหรือสิ่งแวดล้อมเริ่มไม่เหมาะสม ผึ้งจะส่งทีมสำรวจไปหาตำแหน่งรังใหม่ที่น่าสนใจ โดยในการคัดเลือกว่ารังไหนจะผ่านเข้ารอบ ผึ้งจะใช้การเต้นเพื่ออภิปรายและโหวตเลือกรัง ซึ่งรังที่จะชนะการโหวตต้องมีผู้สนับสนุนอย่างน้อย 75 – 80% (จากผึ้งงานตัวที่มีประสบการณ์) ถ้าผู้สนับสนุนยังไม่ถึงเป้า พวกมันก็จะเต้นหว่านล้อมกันอยู่อย่างนั้น
ในรายละเอียดของการโหวต จะเริ่มจากผึ้งทีมสำรวจกลับมาเต้นบอกข้อมูลถึงตำแหน่งรังใหม่ที่น่าสนใจ กลุ่มผึ้งที่เป็นผู้ฟังหรือที่เรียกว่า observer bee ก็จะเก็บข้อมูล และอาจเลือกบินไปดูบางสถานที่ด้วยตัวเอง ถ้าไปดูแล้วชอบ ก็จะกลับมาเต้นซ้ำเพื่อยืนยันว่าตัวเลือกนี้น่าสนใจจริง แต่ถ้าไม่ชอบก็จะไม่เต้น ระดับความชอบนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของรังใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณอาหารในพื้นที่ ขนาดหรือตำแหน่งของรัง ความปลอดภัยจากศัตรูและสิ่งก่อกวนต่างๆ
เหล่าผึ้งผู้มีสิทธิ์โหวตจะเต้นเถียงกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือ 2 ตัวเลือก และเถียงกันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้คะแนนโหวตตามเป้า
นักวิจัยจากศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee-Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) เคยทดลองคัดแยกผึ้ง observer bee ที่บินไปดูสถานที่ไม่ให้กลับเข้ารังไปเต้นบอกเพื่อนโดยการจับและขังผึ้งกลุ่ม observer bee แยกไว้ ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ผลโหวตไม่ถึง 75% ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ เหล่าผึ้งก็จะยังไม่ยอมตัดสินใจ
[ “ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง” ]
ในสภาผู้แทนราษฎรของมนุษย์ ระหว่างที่ สส. คนหนึ่งกำลังอภิปราย ก็อาจมี สส. อีกคนยกมือขึ้นประท้วง เพื่อขัดขวางการอภิปรายนั้น ในการโหวตเลือกรังใหม่ของผึ้ง ก็มีอะไรที่คล้าย ๆ แบบนี้เช่นกัน นั่นคือ ระหว่างที่ผึ้งตัวหนึ่งกำลังเต้นเพื่อเสนอหรือสนับสนุนทางเลือกหนึ่ง ก็จะมีผึ้งอีกตัวจากฝ่ายเห็นต่างคอยเอาหัวไปโขกเพื่อนเพื่อให้หยุดเต้น หรือที่เรียกว่า ‘Stop Signal’ จากงานวิจัยพบว่า พฤติกรรม Stop Signal มีความจำเป็น โดยระดับที่เหมาะสมโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 0.5 – 10% แต่อาจมากน้อยกว่านั้นตามขนาดประชากรในรัง ถ้าประชากรน้อย พฤติกรรมนี้อาจต้องมีสูงถึง 50% จึงนำไปสู่ตัวเลือกที่ดีที่สุด หากมากหรือน้อยกว่านี้ก็อาจทำให้การตัดสินใจของพวกมันผิดพลาด คือไม่ได้รังใหม่ที่ดีที่สุด
[ Beevolution : เมื่อเหล่าผึ้งงานก่อการปฏิวัติ ]
แม้นางพญาจะเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุดในรัง ที่ปกติแล้วเหล่าผึ้งงานจะปฏิบัติงานภายใต้บังคับบัญชาอย่างแข็งขัน แต่ในบางกรณีที่นางพญาไร้น้ำยา เหล่าผึ้งงานก็อาจรวมหัวกันปฏิวัติ โดยมีตั้งแต่ขับไล่นางพญาออกจากรัง ไปจนถึงร่วมกันสังหาร บ่อยครั้ง เหล่าผึ้งงานจะเตรียมการจัดการนางพญา โดยเฉพาะในสภาวะรังเครียดเพราะโดนศัตรูก่อกวนคล้ายเกิดภาวะก่อกบฏ จากนั้นจะเริ่มจากฟูมฟักนางพญารุ่นใหม่
ส่วนสาเหตุของการโค่นล้มนางพญามีหลากหลาย นับตั้งแต่นางพญาเริ่มแก่จนไร้ประสิทธิภาพในการวางไข่ หรือวางไข่น้อยลงด้วยสาเหตุอื่น หรือนางพญามีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย ติดเชื้อ หรือมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้นางพญาผลิตฟีโรโมนน้อยเกินไปจนไม่มีอำนาจควบคุมรัง
ส่วนอีกกรณีหนึ่งซึ่งหาได้ยากกว่า ก็คือนางพญาผลิตลูกชาย ‘ผิดประเภท’
ก่อนอื่น ต้องปูพื้นฐานก่อนว่า ปกติแล้วการวางไข่ของนางพญาจะมี 2 แบบ คือ วางไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ ซึ่งจะได้เป็นผึ้งงานตัวเมียที่มีโครโมโซมสองชุด กับวางไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ซึ่งจะได้เป็นผึ้งตัวผู้ที่มีโครโมโซมแค่ชุดเดียว แต่ในบางกรณีที่ไข่ที่ได้รับการผสมดันเกิดมาเป็นตัวผู้ เนื่องจากสเปิร์มมียีนบางตัวที่เหมือนกับไข่ ซึ่งทำให้ตัวผู้ที่นางพญาผลิตได้เป็นหมัน เหล่าผึ้งงานจึงมองว่า เลี้ยงไปก็เปลืองทรัพยากรของรัง จึงมักกำจัดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนหรืออยู่ในไข่ แต่ทำไมถึงต้องกำจัดนางพญาด้วยล่ะ ? คำตอบก็คือ เพราะนางพญาจะผสมพันธุ์แค่ครั้งเดียว แล้วเก็บสเปิร์มไว้ใช้ตลอดชีวิต ดังนั้น หากนางผลิตลูกแบบนี้ครั้งหนึ่ง จึงมีโอกาสสูงที่จะมีลูกแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เหล่าผึ้งงานจึงมักไม่เก็บนางพญาเอาไว้ ส่งนางพญารุ่นใหม่ขึ้นมาแทนดีกว่า แม้จะฟังดูโหดร้าย แต่เหล่านี้ก็คือกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติที่ผ่านการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานเพื่อให้เผ่าพันธุ์มีโอกาสรอดสูงสุด เราจึงไม่อาจนำคุณธรรมแบบมนุษย์ไปใช้ตัดสินผึ้งได้
[ แบ่งก๊กแบ่งเหล่า ]
หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนว่าผึ้งทั้งรังนั้นแสนสามัคคีกัน ช่วยงานกันอย่างแข็งขัน ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง แต่ก็แค่บางส่วน เพราะภายในรังก็มีการเมืองภายในเช่นกัน เนื่องจากนางพญาจะผสมพันธุ์หนึ่งครั้งกับตัวผู้หลายสิบตัว และเก็บน้ำเชื้อไว้ผสมไข่ตลอดชีวิต ไข่แต่ละชุดจึงอาจมาจากน้ำเชื้อจากพ่อที่ต่างกัน
ข้อดีคือ วิธีดังกล่าวช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม ทำให้หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน มีโรคระบาด หรือภัยอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะมีบางพันธุกรรมที่ปรับตัวดีและอยู่รอด แต่ปัญหาก็คือ เกิดการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าเกิดขึ้นในรัง เช่น ก๊กของลูกพ่อ A ก๊กของลูกพ่อ B ก๊กลูกพ่อ C … ซึ่งในช่วงปกติก็สามัคคีกันดี แต่เมื่อถึงเวลาต้องสร้างนางพญารุ่นใหม่ ผึ้งงานแต่ละก๊กก็จะฟูมฟักนางพญาของสายเลือดตัวเอง แล้วสุดท้าย นางพญารุ่นใหม่เหล่านั้นจะสู้กันจนกว่าจะได้นางพญาที่เหลือรอดเพียงตัวเดียว ในวันที่นางพญารุ่นใหม่เจาะดักแด้ออกมา พวกเธอก็จะมีการส่งสัญญาณท้าทายกัน แล้วเข้าสู่สังเวียน “ศึกชิงตำแหน่งนางพญา” โดยที่ผู้ชนะจะครอบครองสิทธิ์การสืบพันธุ์ของรังแต่เพียงผู้เดียว
[ น้ำผึ้งบรรณาการ ]
ในกรณีที่นางพญาตายลง และไม่เหลือตัวอ่อนอายุน้อยๆ ที่จะฟูมฟักให้เป็นนางพญารุ่นใหม่ได้ ประชากรผึ้งรังนั้นก็จะค่อยๆ ล่มสลายไป เพราะไม่มีผู้วางไข่สืบทอดทายาท
แต่ในผึ้งบางชนิด เช่น ผึ้งโพรง มีเทคนิคพิเศษ นั่นก็คือ จะรวบรวมน้ำผึ้งให้มากๆ แล้วนำน้ำผึ้งเหล่านั้นไปบรรณาการแก่รังอื่นในสปีชีส์เดียวกัน เพื่อขอรวมรังด้วย !!
Why Do Bees Kill Their Queen? Dethroning A Queen Bee – Revive A Bee
A game of drones: why some bees kill their queens (theconversation.com)
จากการสัมภาษณ์ รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี)




